Wednesday, February 15, 2006

กุหลาบสีเหลืองของนายปลาทอง
วาเลนไทน์เพิ่งจะผ่านไป....... บางคนมีรอยยิ้ม บางคนร้องไห้ อาจเป็นเพราะว่าเสียดายเงินค่าขนมที่อุตส่าห์เก็บหอมรอบริบเอาไว้ สุดท้ายก็มีเหตุอันต้องต่อยกระปุกหมูหรือช้างออมสินก็ตาม (แล้วแต่อนุภาพความงกส่วนบุคคลซึ่งมักจะแปรผันตรงกับขนาดของกระปุก) มาซื้อช็อคโกเลตไปให้หนุ่ม หนุ่มเจ้ากรรมถ้าหากหล่อก็พอทน แต่ถ้าเป็นประเภทหัวล้านหัวถลอก
มันสมองระดับปลาทอง เดินสะดุดก้อนหินหน่อยก็ลืมไปแล้วว่าแฟนชื่ออาราย อันนี้มันช่างเหลือจะบรรยาย หรือหนุ่มบางคนอาจจะต้องถึงขั้นอดข้าวอดน้ำทั้งวัน แล้วกลับบ้านมานั่งกินผัดกระเพราพันปีกับไข่ดาวดำๆ เนื่องจาก ต้องตัดใจซื้อดอกไม้รวมถึงพาสาวไปเลี้ยงไอติม เนื่องจากความหวาดกลัวสาวเจ้าจะกระโดดทับ อันด้วยน้ำหนักมหาศาลที่คาดคะเนจากสายตาแล้ว คงไม่คุ้มกับเงินที่จะงกเอาไว้แน่ หากไม่มีดอกไม้นำทางมาก่อนพร้อมกับไอสครีม ไฮเก้นดัต มาเสนอคุณเธอล่ะก็ มีหวังตูข้าคราวนี้ คงแบนเป็นกล้วยทับแน่ๆ ดั้งจมูกก็ยิ่งจะไม่ค่อยมีกับเค้าอยู่ หัวก็ล้าน หน้าก็เหมือนลิง โอ้ยยย ประกวดดัชชี่บอยปีหน้ามันจะได้รับรางวัลชนะเลิศไม๊เนี่ย จึงจำต้องตัดใจควักเงินในกระเป๋าออกมา เหออๆๆๆๆ เอ้อ ก็ว่ากันไป๊คนเราเน้อออ.....
มีเพื่อนเป็นชาวโคลัมเบียคนนึงเค้าเล่าว่า ที่ประเทศของเค้านั้น อุดมไปด้วยดอกไม้ นานาประการถึงขั้นที่ว่าดอกไม้นั้นเป็นสินค้าส่งออกกันเลยเชียว เค้ายังบอกอีกว่าดอกไม้แต่ละชนิดนั้นมีความหมายของมันรวมไปถึงสีด้วย ยกตัวอย่างเช่น ดอก
กุหลาบแดง เป็นสื่อแทนความรัก กุหลาบชมพูนั้น แสดงถึงมิตรภาพ แต่ว่าเค้าไม่ยักกล่าวถึงกุหลาบสีเหลืองว่าคืออะไร
แต่ก็ยังมีเพื่อนผู้หวังดีอีกคนกลัวเราจะคาใจกับดอกกุหลาบสีเหลืองที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน เพื่อนผู้หวังดีมันเลยช่วยให้ความกระจ่างว่า เออนี่แนะ กุหลาบเหลืองน่ะ ที่โรงพยาบาลเค้าบอกว่า เป็นตัวแทน ของผู้ป่ายโรคเอดส์ นะ อ้าวววว โอ้วววว
อืมมมม จ้า ขอบจายยมึงมากๆเลยนะ จริงๆมันจะหุบปากไว้ก็ไม่มีใครว่า (ขออภัยที่ไม่สุภาพ หากไม่อยากอ่านคำนี้อนุญาตให้ปิดตาได้)
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด กุหลาบสีเหลืองของนาย ปลาทอง เป็นดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลกเท่าที่เคยเห็นมา
จบการรายงาน เพราะต้องไปไถนาต่อแล้ว







Wednesday, February 01, 2006

ในวันที่อยากจะบอกว่าโคตรเหนื่อย เหนื่อยจนเกือบล้า....อยากกลับบ้านจัง
เหนื่อยๆๆๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดีนอกจากคำว่า เหนื่อย รู้ทั้งรู้ว่าบ่นไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะว่า ทางนี้ เป็นทางที่เราเลือกเอง ไม่ได้ มีใครบังคับเล้ยยย เลือกเอง แล้วจะบ่นไปทำไม๊ ก็ถามตัวเอง อยู่บ่อยๆๆๆ ก็มีเสียงจากตัวเองตอบมา อีกว่า ก็มันอยากจะบ่นนี่หว่า ทำไมเล่า เอ้อ ก็เลย วางมือจากงานที่แสนจะยุ่ง มานั่งเขียนละบายดีกว่า อย่างน้อยก็เป็นการลดความเครียดลงได้บ้างล่ะน่า ไม่มากก็น้อย
เกิดเป็นคนนี่ ก็นะ มันก็อย่างงี้ ล่ะว้ามันก็ต้องมีความอดทน แล้วก็ต้องรู้จักรอคอย กันบ้าง แต่ไม่รู้ว่า ไอ้ที่อดทน รอคอยไปเนื่ย สุดท้าย มันจะไปผลอย่างที่หวังตั้งใจไว้ไม๊น้า
บางอารมณ์ที่เหนื่อยมากๆ ก็อยาก จะหยุดทำทุกอย่าง บางทีมันเหมือนอยาก จะกวาดงานทุกๆอย่างตรงหน้าเนี่ยทิ้งไปเลยจริงๆ มันมีความรู้สึกเหมือนกันว่า ไอ้เรานั้น เกิดมาก็ไม่ได้ มีอะไร น้อยไปกว่า ใครนี่หว่า ข้าเองก็หนึ่งในตองอู เหมือนกัน จะมัวมานั่งทน ทำงานบ้าๆ สนองตัณหาคนอื่น อยู่ทำไมกัน แล้วถ้าหากว่า เราเลิกทำ หยุดทำมันไปน่ะ เราก็ไม่ได้เดือดร้อนนี่นา เราก็อยู่ได้ อย่างมีความสุขไม่ใช่เหรอ แต่พออีกซักพัก ก็มีเสียงจากตัวเอง ตอบออกมาว่า แล้วไม่อายตัวเองรึไง ความเคารพตัวเองหายไปไหนหมด ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ล่ะ พอนึกได้ อย่างนี้ ก็เลย ต้องมานั้งเขียนๆๆๆๆ ละบายมันอยู่เนี่ยแหละ เอ้อ ก็มันเพราะยังงี้น่ะซิ เอ้อ ก็เลยต้องกลับไปก้มหน้าก้มตา ทำงาน ต่อซะที นะน้ำตาลขม
บางที มันอาจจะไม่มีอะไรเลวร้ายไปตลอดก็ได้ อีกซักพักมันก็คงจะดีขึ้นมาเองแหละ อดทนๆๆๆๆ เอาไว้

Monday, November 28, 2005

ข้อความน่าคิด จาก Forward mail
ในวันที่รู้สึกแย่ๆ เศร้าจริงๆ จากคนที่ บอกว่า เป็นเพื่อน จากคนที่บอกว่า หวังดี ก็บังเอิญ ได้ รับเมลล์ จากเพื่อนสนิท คนนึง อ่านแล้ว ทำให้ รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง อ่านแล้ว ปลง เลยอยากเก็บเอาไว้ ใน สมุด IT เล่มนี้ เพื่อให้ ได้ระลึกได้หากว่า มีครั้งใด ที่ เจอเหตุการณ์ อย่างวันนี้อีก จะได้ ไม่รู้สึกแย่อีกต่อไป
ขอขอบคุณ คนที่ forward เมลล์ฉบับมาให้

ถ้าเราเกิดมา เพื่อต้องการเป็นคนดีในสายตาของทุกคนทั้งชีวิต ไม่ต้องวิ่งตามเอาใจความรู้สึกของคนอื่นอยู่ตลอดเวลาหรอกเหรอถามตัวเองดูเถอะ ว่าเหนื่อยไม๊ ??? วันนึง วิ่งใส่หัวโขน จนหัวคลอนหนะ เฮ้อ

!!!คำว่า " ดี " ยังมีมาตราฐานการวัดของแต่ละคนไม่เท่ากันเลยแล้วเรา " ดี " ระดับไหน ที่จะไปกล่าวหาว่าคนอื่น " ไม่ดี "เราเอง เคยลองวัดตัวเองบ้างแล้วหรือยัง ? หรือถนัดแต่วัดของคนอื่นนั่นสิ ทำลายความเชื่อมั่นของคนอื่น มันง่ายกว่าทำลายความเชื่อมั่นของตัวเองนิหว่าตลอดเวลาที่เราพยายามมองหาแต่ข้อเสียของคนอื่น แล้วเราเคยมองหาข้อเสียของตัวเองบ้างรึยัง ?กลัวจะเจอเยอะ เลยไม่กล้ามองตัวเอง งั้นรึเปล่า ?

พอคนอื่นมามองให้ วิพากษ์วิจารณ์ให้ซะไม่มีชิ้นดี ทีนี้เป็นไงอะ" เกลียดแมร่งมัน มาว่า " กู " มึงหนะดีตายนักหนิ " น่านนน .... ซะงั้นทีตอนไปว่าเค้าหละ มันปาก ปากมันเชีย ทีโดนว่ากลับทำเป็น รับ ไม่ ได้ เต้นเป็นองค์ลงเชียว

จริง ๆ ถ้ามีใครมาว่าเรางั้นงี้ ไม่ดี เลวซ๊า ... แนะนำว่า ให้เดินไปกราบงาม ๆ ซักที แล้วขอบคุณที่เค้ามาชี้ เพื่อให้เราได้ปรับปรุง แก้ไขในสิ่งที่ไม่ดี ที่ติดตัวมาแต่ชาติปางไหนไม่รู้ ทำไม๊ ทำไม เพิ่งมาบอก นี่น่าจะบอกตั้งนานแล้วนะเนี่ย ปล่อยให้เลวอยู่ได้ตั้งนาน ....

รับรอง ว่าถ้ามันไม่หาว่าเราบ้า ก็เลิกว่าเราไปเลย .......

ไม่มีใครที่เกิดมาดีซะจนไม่มีที่ติเลย หรอก อย่างนั้นคงไปจุติเป็นเทวดาแล้วหละ แหม .......

เวลาตัวเองทำผิด หละปกปิดซะอย่างดี ที่คนอื่นทำผิดหละ ประจานกันให้ทั่วเป็นตัวบ้างจะรู้สึกยังไง นึกถึงใจเขา ใจเราบ้าง เคยทำอะไรกับใครไว้ ระวังกรรมกันไว้บ้างซักวันจะโดนประจานกลับ แล้วจะหาว่าเค้ามะเตือนนะตะเอง

เอาเถอะน่า ... เราก็ใช่ว่าจะดีเลิศประเสริฐศรีสโมสรยังเดินดิน กินข้างแกง แย่งกันขึ้นรถเมล์เหมือนกับคนอื่นเลยก็คนอื่นจะผิดพลาดพลั้งโดยตั้งใจเพราะไม่รุ้ หรือรุ้เพราะไม่ตั้งใจบ้างก็ให้อภัยกันไปบ้างเหอะ

รุ้ไม๊ ทานข้อไหนให้อนิสงค์สูงสุด " การให้อภัยทาน " ไงจ๊าและเสริมให้อีกนิด เวลาที่ใครทำให้เราโกรธ เคือง เคียด แค้นนะตั้งสติให้ดี นับหนึ่งถึงแสนก่อนก็ได้ ถ้ามันเจ็บแค้นแสนสาหัสมากนักหละก็

พอหายดี สงบขึ้น ก็ตั้งจิต ตั้งใจให้ดี นึกถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า อัญเชิญท่านมาเป็นพยานรับรู้ ว่า

" ข้าพเจ้า ชื่อ .................... ขอยกโทษ อโหสิกรรมให้กับ .................... ( ชื่อคนที่เรายกโทษให้ ) เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา แด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้การให้อภัยทานของข้าพเจ้านี้ จงเป็นผลานิสงค์ผลบุญให้ข้าพเจ้า ได้รับรุ้หนทางหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงด้วยเถิด(หรืออยากอธิฐานอะไรต่ออีกซักสามสี่หน้าก็ได้ ไม่ว่ากัน )

Friday, November 18, 2005

ฝันจะเตี้ยเรี่ยตาตุ่ม หรือสูงชะลูดสุดฟ้า จะตากหน้าบิน จากหนังสือ ของอีแร้ง เรื่อง ที่สุดของความฝัน
ปกติ เป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่ไม่ถึงกับเรียกได้ว่า เป็นผู้ที่รักการอ่าน เพราะว่า ไม่ได้อ่านอยู่ ตลอดเวลา มักจะอ่านตามอารมณ์ ตามใจของตัวเอง หนังสือ ที่อ่านก็ไม่เจาะจง ไม่มีสไตล์ ที่แน่นอน อ่านไปเรื่อยเปื่อย ตั้งแต่หนังสือ วิชาการ หนังสือ ธรรมะ การเมือง เรื่องสั้น นิยายเครียดๆ จนไปถึง ขายหัวเราะ โน่นเลย ที่เป็นเช่นนี้ อาจเป็นผลมาจาก การปลูกฝังของบุคคลที่รัก และ เคารพ ที่สุดในชีวิต ว่า หนังสือ ทุกเล่ม นั้นมีประโยชน์ จึงเริ่มอ่านหนังสือ แบบเรื่อยเปื่อย ตั้งแต่ เริ่ม อ่านหนังสือ ออก จำได้ว่าหนังสือ ที่ชอบที่สุด ตอน ประถม หนึ่ง นั้นคือ โดราเอมอน เฮ้อ คิดๆ ไปแล้ว ทำไมตัวเรามันถึงได้ โง่จัง อ่านหนังสือ ออกตอน ป หนึ่งเนี่ยนะ เด็กคนอื่น เค้าอ่านได้ ตั้งแต่อนุบาลแล้ว แต่ถึงเวลา จะผ่านมาหลายปี แล้ว โดราเอมอน ก็ยัง เป็น การ์ตูนในดวงใจอยู่ และคงจะเป็นตลอดไป อืมม อิจฉา โนบิตะ ที่ มีโดราเอมอน ช่วยตลอดเวลา

ตอนเด็กๆ นั้นไม่มีความฝันที่ชัดเจน อยากเป็นโน่น เป็นนี่ วุ่นวาย ไปหมด แต่พอ โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว กลับพบว่า ความฝันมันชักจะยุ่งเหยิงสับสนไปหมด ตกลงว่า อะไรแน่ ที่คือฝันของเรา สุดท้ายค้นพบว่า เราได้ แอบเก็บความฝัน เอาไว้ลึกๆ ไม่กล้า จะไปแตะต้องมัน เพราะกลัวว่า ฝันนั้นมันจะสลาย ถ้าหากว่า ทำไม่สำเร็จ แล้วถ้าเกิดว่า ดันทำสำเร็จขึ้นมา ทีนี้ ก็ไม่รู้ว่า จะไปฝันอะไรต่อ เลยขอเก็บมัน เป็นฝันต่อไป เรื่อยๆ สรุป คือ ไร้สาระเป็นบ้า ตัวเรานี่ เฮ้อ

Wednesday, November 16, 2005

ผ่านเข้ามาเห็นเว็บ นี้ โดยบังเอิญ แอบอ่าน เรื่องราว ของชาวบ้าน แถวนี้ที่เขียนไปก็เยอะ ก็เพิ่งจะได้มีโอกาส มีไดอารี่ เป็นของตัวเอง ตั้งชื่อ บันทึกเล่มนี้ ว่า น้ำตาลขม หรือ bitter sugar เพราะว่า ชีวิตนี้ มีน้ำตาลเป็น ครู เป็นเพื่อน เป็น
งาน และเป็นความฝัน เลยทำให้รู้สึกว่าจริงๆ แล้วน้ำตาลอาจไม่ได้หวานเสมอไป เหมือนกับหลายๆเรื่องราวของชีวิต ที่ไม่ได้ มีให้มองอยู่ด้านเดียว ขึ้นกับ มุมมองของแต่ละคน ว่าจะเห็นแตกต่างกันไปอย่างไร
ถ้าหากว่า มีท่านใด ได้ผ่าน เข้ามาเยี่ยมสมุดบันทึกเล่มนี้ ยินดีต้อนรับ ทุกๆ ความเห็น ทั้งติ ชม และคำแนะนำ และหวังว่า เราคงจะได้ มีโอกาส แบ่งปันความคิดเห็น ร่วมกัน ในหลายๆ หัวข้อ หลังจากนี้ ต่อไป